เจาะลึกส่วนแบ่งตลาด Cloud Provider ล่าสุด ใครคือผู้นำตัวจ...

เจาะลึกส่วนแบ่งตลาด Cloud Provider ล่าสุด ใครคือผู้นำตัวจริงในไทย

webmaster

클라우드 제공업체의 시장 점유율 분석 관련 이미지 1

ทุกคนคะ! ช่วงนี้ไม่ว่าจะมองไปทางไหน ทั้งเรื่องงานหรือแม้แต่ชีวิตประจำวันของเรา “คลาวด์” กลายเป็นส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้ไปแล้วจริง ๆ ค่ะ ยิ่งเทคโนโลยีหมุนเร็วแบบนี้ ผู้ให้บริการคลาวด์เองก็แข่งกันดุเดือดมาก ๆ จนบางทีเราก็แอบงงเหมือนกันนะคะว่าตกลงใครเป็นผู้นำตลาดกันแน่ แล้วแต่ละเจ้ามีดีอะไรที่น่าสนใจบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบ้านเราเองอย่างประเทศไทยเนี่ย ใครกำลังมาแรงแซงโค้ง หรือใครที่ยังคงเป็นแชมป์ตลอดกาล เพราะจากประสบการณ์ตรงของดิฉันเอง การเลือกใช้คลาวด์ผิดก็มีผลต่อทั้งประสิทธิภาพและค่าใช้จ่ายของเราเลยทีเดียวค่ะ ถ้าเราเข้าใจภาพรวมของตลาดดีขึ้น เราก็จะตัดสินใจได้ถูกจุดและใช้งานได้อย่างคุ้มค่านั่นเองค่ะงั้นเรามาเจาะลึกไปพร้อมกันเลยดีกว่าค่ะว่าสถานการณ์การแข่งขันของผู้ให้บริการคลาวด์ในปัจจุบันเป็นอย่างไร ใครครองส่วนแบ่งตลาดมากที่สุด และเทรนด์ในอนาคตจะเป็นไปในทิศทางไหน ดิฉันรวบรวมข้อมูลล่าสุดมาให้แบบจัดเต็ม รับรองว่ามีประโยชน์สำหรับทุกคนแน่นอนค่ะในบทความนี้เรามาดูกันอย่างละเอียดเลยนะคะ!

ภาพรวมตลาดคลาวด์โลกและแนวโน้มที่น่าจับตา

클라우드 제공업체의 시장 점유율 분석 이미지 1

การแข่งขันที่เข้มข้นของผู้เล่นระดับโลก

ทุกคนคะ! ช่วงนี้ถ้าใครติดตามข่าวสารเทคโนโลยี จะเห็นเลยว่าตลาดคลาวด์ทั่วโลกนี่แข่งขันกันดุเดือดมาก ๆ ไม่มีใครยอมใครเลยจริง ๆ นะคะ ไม่ว่าจะเป็นยักษ์ใหญ่ที่เราคุ้นเคยกันดีอย่าง Amazon Web Services (AWS), Microsoft Azure, หรือ Google Cloud Platform (GCP) พวกเขาทุ่มเม็ดเงินมหาศาลเพื่อพัฒนาบริการใหม่ ๆ ออกมาแทบจะทุกวันเลยค่ะ ดิฉันเองก็อดไม่ได้ที่จะต้องคอยอัปเดตข้อมูลอยู่เสมอ เพราะมันส่งผลโดยตรงกับการทำงานของเราเลยนะ บางทีแค่ฟีเจอร์เล็ก ๆ ที่เพิ่มเข้ามาก็สามารถช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายได้เยอะเลยทีเดียวค่ะ ยิ่งตอนนี้หลาย ๆ องค์กรไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ต่างก็หันมาใช้คลาวด์กันมากขึ้น ความต้องการบริการที่หลากหลายและซับซ้อนก็เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว การแข่งขันก็เลยยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นไปอีกค่ะ บอกเลยว่าใครหยุดนิ่งก็อาจจะโดนแซงไปได้ง่าย ๆ เลยนะคะ

เทรนด์สำคัญที่กำลังขับเคลื่อนตลาดคลาวด์

จากประสบการณ์ที่คลุกคลีในวงการนี้มาพักใหญ่ ดิฉันเห็นชัดเลยว่าตอนนี้เทรนด์สำคัญที่กำลังขับเคลื่อนตลาดคลาวด์ไปข้างหน้าคือเรื่องของ AI และ Machine Learning ที่เข้ามาผสมผสานกับบริการคลาวด์อย่างแยกไม่ออก แทบทุกผู้ให้บริการต่างก็ชูจุดเด่นด้าน AI ของตัวเองกันทั้งนั้น ทำให้เราสามารถนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้ประโยชน์ได้ง่ายขึ้นเยอะเลยค่ะ ไม่ต้องมานั่งลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานเองให้ยุ่งยากอีกต่อไป นอกจากนี้เรื่องของ Edge Computing ก็กำลังมาแรงไม่แพ้กัน เพราะช่วยให้การประมวลผลข้อมูลอยู่ใกล้แหล่งกำเนิดมากขึ้น ลด Latency และเพิ่มความเร็วในการตอบสนอง ซึ่งสำคัญมากสำหรับแอปพลิเคชันที่ต้องการความรวดเร็วสูง ๆ นะคะ และอีกเทรนด์ที่สำคัญไม่แพ้กันคือเรื่องของความยั่งยืนและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ให้บริการคลาวด์หลายเจ้าเริ่มให้ความสำคัญกับการลด Carbon Footprint ของ Data Center กันอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก ๆ เลยค่ะ

ผู้เล่นรายใหญ่ในสมรภูมิคลาวด์ไทย: ใครคือแชมป์?

Advertisement

ยักษ์ใหญ่ต่างชาติที่เข้ามาบุกตลาด

พูดถึงตลาดคลาวด์ในประเทศไทยแล้วเนี่ย เราก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าผู้เล่นหลัก ๆ ก็ยังคงเป็นแบรนด์ระดับโลกที่เข้ามาตั้งฐานทัพและให้บริการอย่างเต็มรูปแบบค่ะ ไม่ว่าจะเป็น AWS, Microsoft Azure, หรือ Google Cloud Platform ที่เราคุ้นเคยกันดี พวกเขามีทั้ง Data Center ในประเทศ หรืออย่างน้อยก็มี Regional Hub ที่รองรับการใช้งานของลูกค้าชาวไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดิฉันเองก็เคยลองใช้บริการมาหลายเจ้า แต่ละเจ้าก็มีจุดเด่นจุดด้อยที่แตกต่างกันไปนะคะ อย่าง AWS ก็ขึ้นชื่อเรื่องความหลากหลายของบริการและระบบนิเวศที่ใหญ่โตมหาศาล ส่วน Azure ก็โดดเด่นเรื่องการเชื่อมต่อกับระบบ Microsoft ที่องค์กรหลายแห่งใช้งานอยู่แล้ว และ GCP ก็มาพร้อมกับเทคโนโลยี AI และ Data Analytics ที่ล้ำสมัย ซึ่งการมีตัวเลือกเยอะแบบนี้ก็เป็นผลดีกับเราผู้ใช้งานนี่แหละค่ะ เพราะทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคาและคุณภาพบริการ

ผู้ให้บริการคลาวด์ท้องถิ่นกับบทบาทที่น่าสนใจ

แต่ก็ใช่ว่าจะมีแค่ผู้เล่นต่างชาติเท่านั้นนะคะ ในประเทศไทยเราก็มีผู้ให้บริการคลาวด์ท้องถิ่นที่น่าจับตาหลายรายเลยค่ะ หลายเจ้าก็สามารถสร้างความแตกต่างและตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของตลาดไทยได้อย่างน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการสนับสนุนภาษาไทย การเข้าใจบริบทธุรกิจไทย หรือแม้กระทั่งการเสนอแพ็กเกจที่ยืดหยุ่นกว่า ผู้ให้บริการเหล่านี้มักจะเน้นการสร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับลูกค้า และให้การสนับสนุนที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า ดิฉันเคยคุยกับเพื่อนที่ทำธุรกิจ SME เขาก็บอกว่าการได้ทำงานกับผู้ให้บริการในประเทศมันอุ่นใจกว่าเยอะ เพราะเวลาติดปัญหาอะไรก็สามารถสื่อสารกันได้ง่ายกว่าและรวดเร็วกว่าค่ะ บางทีคลาวด์ท้องถิ่นก็มีข้อได้เปรียบเรื่อง Data Residency ด้วย ทำให้องค์กรที่ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบ PDPA ของไทยสามารถมั่นใจได้ว่าข้อมูลจะถูกเก็บไว้ในประเทศอย่างถูกต้องนะคะ

เจาะลึกบริการเด่นของแต่ละเจ้า: อะไรคือจุดแข็ง?

AWS: ผู้นำที่ครบเครื่องเรื่องคลาวด์

ถ้าพูดถึง AWS นี่ต้องยกให้เป็นเบอร์หนึ่งในเรื่องความครบครันของบริการเลยค่ะ มีบริการให้เลือกเยอะจนบางทีเราก็เลือกไม่ถูกเหมือนกันนะคะ (ฮา) ตั้งแต่ Compute, Storage, Database ไปจนถึง Machine Learning, IoT, และ Analytics คือมีทุกสิ่งให้เลือกสรรจริง ๆ ค่ะ ดิฉันเองก็ใช้ AWS ในหลาย ๆ โปรเจกต์ เพราะว่ามันมีความยืดหยุ่นสูงมาก และมีเครื่องมือต่าง ๆ ที่ช่วยให้การทำงานของเราง่ายขึ้นเยอะเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็น Lambda สำหรับ Serverless Computing หรือ S3 สำหรับ Object Storage ที่ใช้ง่ายและเชื่อถือได้ จุดแข็งของ AWS คือระบบนิเวศที่ใหญ่โต มี Community ผู้ใช้งานที่แข็งแกร่ง และมีเอกสารประกอบการใช้งานที่ละเอียดมาก ๆ ทำให้การเรียนรู้และแก้ปัญหาทำได้ง่ายค่ะ แต่ก็ยอมรับว่าบางทีมันก็ซับซ้อนไปหน่อยสำหรับมือใหม่นะคะ ต้องใช้เวลาเรียนรู้พอสมควรเลย

Microsoft Azure: คลาวด์สำหรับองค์กรที่คุ้นเคย

ส่วน Microsoft Azure นี่ก็เป็นอีกหนึ่งเจ้าที่ดิฉันประทับใจมาก โดยเฉพาะสำหรับองค์กรที่ใช้ผลิตภัณฑ์ของ Microsoft อยู่แล้ว การเชื่อมต่อกับ Active Directory, Office 365, หรือ SQL Server ทำได้แบบไร้รอยต่อเลยค่ะ รู้สึกเหมือนทุกอย่างมันถูกออกแบบมาให้ทำงานร่วมกันได้อย่างลงตัว ไม่ต้องมานั่งคอนฟิกอะไรให้ยุ่งยาก จุดเด่นของ Azure ที่ดิฉันสัมผัสได้คือเรื่องของ Hybrid Cloud Solution ที่แข็งแกร่งมาก ๆ ทำให้การย้าย Workload ระหว่าง On-Premise กับ Cloud เป็นไปได้อย่างราบรื่น แถมยังมีบริการด้าน AI และ Cognitive Services ที่น่าสนใจอีกเพียบเลยค่ะ สำหรับคนที่คุ้นเคยกับ Ecosystem ของ Microsoft อยู่แล้ว Azure ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมาก ๆ เลยนะคะ เพราะมันช่วยลด Learning Curve ไปได้เยอะเลยล่ะ

เมื่อคลาวด์ไม่ได้มีแค่ “ใหญ่”: ผู้ให้บริการคลาวด์ท้องถิ่นกับโอกาสใหม่

Advertisement

จุดเด่นที่ผู้ให้บริการท้องถิ่นสร้างความแตกต่าง

หลายคนอาจจะคิดว่าผู้ให้บริการคลาวด์ท้องถิ่นจะสู้ยักษ์ใหญ่ไม่ได้ แต่จริง ๆ แล้วพวกเขามีจุดแข็งที่ไม่ควรมองข้ามเลยนะคะ อย่างแรกเลยคือเรื่องของภาษาและการสนับสนุนลูกค้าค่ะ เวลาที่เรามีปัญหาอะไร การได้คุยกับคนไทยที่เข้าใจบริบทและภาษาของเรามันช่วยลดความหงุดหงิดไปได้เยอะเลยค่ะ แถมบางทีเขาก็มีแพ็กเกจหรือโซลูชันที่ปรับแต่งมาเพื่อธุรกิจไทยโดยเฉพาะด้วย อย่างเช่นบริการที่เน้นความปลอดภัยของข้อมูลตามกฎหมาย PDPA ของไทยโดยตรง หรือโซลูชันสำหรับอีคอมเมิร์ซไทยที่เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคในประเทศ ดิฉันเคยเห็นบางเจ้าที่เสนอการเข้าถึงดาต้าเซ็นเตอร์ได้ง่ายกว่าด้วย ทำให้เวลาที่เราต้องการตรวจสอบหรือเข้าถึงข้อมูลจริง ๆ ก็สะดวกกว่าค่ะ

ความยืดหยุ่นและราคาที่เข้าถึงได้

อีกจุดที่โดดเด่นคือเรื่องของความยืดหยุ่นและราคาค่ะ ผู้ให้บริการท้องถิ่นหลายรายมักจะเสนอแพ็กเกจที่หลากหลายและยืดหยุ่นกว่า เหมาะสำหรับ SME หรือ Startup ที่อาจจะยังไม่มีงบประมาณมากเท่าองค์กรใหญ่ ๆ บางทีก็มีโมเดลการคิดราคาที่เข้าใจง่ายกว่า ไม่ซับซ้อนเท่าค่ายใหญ่ ๆ ทำให้เราสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้นค่ะ ดิฉันเองก็เคยแนะนำเพื่อนที่เพิ่งเริ่มต้นทำธุรกิจให้ลองใช้บริการคลาวด์ของไทย เพราะมันช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในช่วงเริ่มต้นได้เยอะ แถมยังได้คำแนะนำที่เป็นกันเองอีกด้วยค่ะ นี่แหละค่ะ ข้อดีของการสนับสนุนผู้ประกอบการในบ้านเราด้วยกันเอง!

ปัจจัยสำคัญในการเลือกใช้คลาวด์ที่ใช่สำหรับธุรกิจคุณ

การพิจารณาความต้องการและงบประมาณ

ก่อนที่เราจะตัดสินใจเลือกใช้คลาวด์เจ้าไหน สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำความเข้าใจความต้องการของธุรกิจเราอย่างถ่องแท้เลยค่ะ เราต้องการประมวลผลข้อมูลประเภทไหน ปริมาณเท่าไหร่ ต้องการความปลอดภัยระดับไหน มีข้อกำหนดด้านกฎระเบียบอะไรบ้าง และที่สำคัญคือ “งบประมาณ” ที่เรามีค่ะ ดิฉันเคยพลาดมาแล้วค่ะ ไปเลือกใช้บริการที่แพงเกินความจำเป็นสุดท้ายก็จ่ายบานปลายโดยใช่เหตุ ลองลิสต์ความต้องการออกมาให้ชัดเจน แล้วค่อยเอาไปเทียบกับบริการของแต่ละเจ้าดูนะคะ ว่าเจ้าไหนตอบโจทย์ได้ดีที่สุดในราคาที่เหมาะสม และอย่าลืมคิดถึงค่าใช้จ่ายแฝงอื่น ๆ ด้วยนะคะ เช่น ค่า egress data หรือค่าบริการเสริมต่าง ๆ เพราะบางทีค่าใช้จ่ายเหล่านี้แหละที่ทำให้บิลของเราสูงขึ้นแบบไม่รู้ตัวค่ะ

ความปลอดภัยและการสนับสนุนหลังการขาย

เรื่องความปลอดภัยของข้อมูลนี่เป็นสิ่งที่ละเลยไม่ได้เลยนะคะ! ลองศึกษาดูว่าผู้ให้บริการแต่ละเจ้ามีมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างไรบ้าง มี Certifications อะไรที่น่าเชื่อถือไหม และมีนโยบายการกู้คืนข้อมูลกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินอย่างไรบ้าง เพราะข้อมูลของเรานี่คือหัวใจของธุรกิจเลยก็ว่าได้ค่ะ ถ้าข้อมูลรั่วไหลหรือเสียหายขึ้นมานี่เรื่องใหญ่แน่นอนค่ะ และอีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันคือการสนับสนุนหลังการขายค่ะ เวลาที่เราติดปัญหาแล้วต้องการความช่วยเหลือ เราจะติดต่อใครได้บ้าง และใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะได้รับการแก้ไข ผู้ให้บริการที่มีช่องทางการติดต่อที่หลากหลายและมีการตอบสนองที่รวดเร็วน่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่านะคะ จากประสบการณ์ตรงเลยคือบริการที่ดีมันช่วยลดความเครียดในการทำงานของเราไปได้เยอะเลยค่ะ

ตารางเปรียบเทียบผู้ให้บริการคลาวด์ยอดนิยม (ตัวอย่าง)

클라우드 제공업체의 시장 점유율 분석 이미지 2

คุณสมบัติ AWS Microsoft Azure Google Cloud Platform (GCP) ผู้ให้บริการคลาวด์ท้องถิ่น (เช่น INET, True IDC)
ความหลากหลายของบริการ ยอดเยี่ยม (มีบริการครบวงจรมากที่สุด) ดีมาก (ครบวงจร, โดดเด่นด้าน Hybrid Cloud) ดี (โดดเด่นด้าน AI/ML, Data Analytics) ดี (เน้นบริการที่ปรับแต่งสำหรับตลาดไทย)
การเชื่อมต่อกับระบบเดิม ดี (ผ่าน API, Tools หลากหลาย) ยอดเยี่ยม (ไร้รอยต่อกับ Microsoft Ecosystem) ดี (รองรับ Open Source, Kubernetes) ดี (มีความยืดหยุ่นสูง, เข้าใจบริบทไทย)
Data Center ในไทย มี (AWS Bangkok Region) มี (Azure Thailand Central) มี (Google Cloud Region in Bangkok) มี (ดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศหลายแห่ง)
การสนับสนุนลูกค้า ดี (ผ่านระบบ Ticket, Community ใหญ่) ดี (ผ่านระบบ Ticket, Partner Network) ดี (ผ่านระบบ Ticket, Forum) ยอดเยี่ยม (ภาษาไทย, เข้าถึงง่าย, Personal Touch)
ความยืดหยุ่นด้านราคา สูง (จ่ายตามการใช้งานจริง) สูง (หลายโมเดลราคา) สูง (มี Free Tier, คิดราคาละเอียด) สูง (แพ็กเกจหลากหลาย, อาจมีราคาพิเศษ)

เทรนด์ใหม่ๆ ที่กำลังจะมา: คลาวด์อนาคต

Advertisement

Multi-Cloud และ Hybrid Cloud กำลังจะกลายเป็นมาตรฐาน

ต่อไปนี้การที่เราจะใช้แค่คลาวด์เจ้าเดียวอาจจะไม่ใช่เรื่องปกติแล้วนะคะ ดิฉันเชื่อว่าแนวโน้มของ Multi-Cloud และ Hybrid Cloud จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ หลาย ๆ องค์กรเริ่มมองหาการกระจายความเสี่ยงโดยการใช้บริการจากหลาย ๆ ผู้ให้บริการคลาวด์ เพื่อป้องกันการพึ่งพิงเจ้าใดเจ้าหนึ่งมากเกินไป หรือเพื่อเลือกใช้บริการที่ดีที่สุดจากแต่ละเจ้ามารวมกัน เหมือนเราไปช้อปปิ้งที่ห้างสรรพสินค้าหลาย ๆ ที่ เพื่อเลือกสินค้าที่ดีที่สุดจากแต่ละร้านนั่นแหละค่ะ นอกจากนี้ Hybrid Cloud ที่เป็นการผสมผสานระหว่างคลาวด์สาธารณะและ Private Cloud ก็ยังคงเป็นที่นิยมสำหรับองค์กรที่ต้องการความยืดหยุ่น แต่ก็ยังคงความปลอดภัยและควบคุมข้อมูลบางส่วนไว้ในองค์กรของตัวเองค่ะ มันทำให้เราสามารถบริหารจัดการ Workload ได้อย่างชาญฉลาดมากขึ้นจริง ๆ นะคะ

Serverless Computing และ Edge Computing ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด

สองเทรนด์นี้ก็มาแรงแซงโค้งไม่แพ้กันเลยค่ะ Serverless Computing หรือการที่เราไม่ต้องมานั่งบริหารจัดการ Server เองอีกต่อไปแล้วเนี่ย มันช่วยลดภาระงานของนักพัฒนาไปได้เยอะมาก ๆ เราแค่เขียนโค้ดแล้วให้คลาวด์จัดการส่วนที่เหลือให้หมดเลย ดิฉันเองก็ชอบใช้บริการแบบ Serverless มาก ๆ เพราะมันช่วยให้เราโฟกัสกับการพัฒนาแอปพลิเคชันได้เต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลเรื่อง Infrastructure เลยค่ะ ส่วน Edge Computing ก็กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างมาก โดยเฉพาะในยุคของ IoT ที่อุปกรณ์ต่าง ๆ เชื่อมต่อกันเต็มไปหมด การประมวลผลข้อมูลที่ Edge ใกล้กับแหล่งกำเนิดข้อมูล จะช่วยลด Latency และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของแอปพลิเคชันต่าง ๆ ได้อย่างมหาศาลเลยค่ะ ลองนึกถึงพวก Smart City หรือโรงงานอัจฉริยะดูสิคะ เทคโนโลยีเหล่านี้จะเข้ามามีบทบาทสำคัญมาก ๆ ในอนาคตอันใกล้นี้แน่นอน

เรื่องที่ต้องระวังก่อนตัดสินใจ: ค่าใช้จ่ายที่มองไม่เห็น

ระวังค่า egress data และค่าบริการเสริม

ทุกคนคะ! จากประสบการณ์ตรงเลยนะคะ เรื่องค่าใช้จ่ายนี่เป็นสิ่งที่ต้องระวังเป็นพิเศษเลยค่ะ บางทีเราเห็นราคาเริ่มต้นที่ถูกแสนถูก แต่พอใช้งานไปจริง ๆ บิลออกมาทำเอาตกใจเลยก็มี โดยเฉพาะ “ค่า egress data” หรือค่าข้อมูลขาออกที่เราดึงออกจากคลาวด์เนี่ยแหละค่ะ ตัวนี้แหละตัวดีที่มักจะทำให้ค่าใช้จ่ายบานปลายแบบไม่รู้ตัว ผู้ให้บริการคลาวด์บางเจ้าอาจจะคิดค่าบริการส่วนนี้ค่อนข้างสูง ดังนั้นก่อนจะตัดสินใจต้องศึกษาโมเดลราคาให้ดี ๆ เลยนะคะ นอกจากนี้ยังมีค่าบริการเสริมอื่น ๆ อีกมากมายที่เราอาจจะไม่ได้คำนึงถึงในตอนแรก เช่น ค่า IP Address, ค่า Load Balancer, ค่า Monitoring ต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้รวมกันแล้วก็ไม่ใช่เล่น ๆ เลยนะคะ ต้องวางแผนให้ดี ๆ ไม่อย่างนั้นงบประมาณที่เราตั้งไว้ก็อาจจะเกินไปเยอะเลยค่ะ

ความซับซ้อนในการจัดการและการหาบุคลากร

อีกเรื่องที่อาจจะมองไม่เห็นแต่สำคัญมากคือความซับซ้อนในการจัดการและการหาบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญค่ะ คลาวด์โดยเฉพาะของค่ายใหญ่ ๆ เนี่ย มีบริการเยอะมากและซับซ้อนพอสมควรเลยค่ะ ถ้าไม่มีคนที่มีความรู้ความเข้าใจจริง ๆ เข้ามาดูแลจัดการ ก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาในการใช้งาน หรือใช้งานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ แถมการหาบุคลากรที่มีทักษะด้านคลาวด์โดยเฉพาะในประเทศไทยก็ยังเป็นเรื่องที่ท้าทายอยู่พอสมควรเลยนะคะ บางทีเราต้องลงทุนกับการอบรมพนักงาน หรืออาจจะต้องจ้างผู้เชี่ยวชาญจากภายนอก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็ล้วนแล้วแต่เป็นค่าใช้จ่ายแฝงที่เราต้องเตรียมตัวรับมือไว้ล่วงหน้าด้วยค่ะ การเลือกผู้ให้บริการที่มาพร้อมกับ Support ที่ดี หรือมี Partner ในประเทศที่พร้อมช่วยเหลือ ก็จะช่วยลดความกังวลในส่วนนี้ไปได้เยอะเลยนะคะ

บทสรุปของเรื่องราวคลาวด์

เป็นยังไงกันบ้างคะทุกคน! หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้เห็นภาพรวมของตลาดคลาวด์ทั้งในระดับโลกและในประเทศไทยชัดเจนขึ้นนะคะ ดิฉันเองก็รู้สึกตื่นเต้นกับเทคโนโลยีคลาวด์อยู่เสมอ เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องของเทคนิคอลเท่านั้น แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ธุรกิจของเราเติบโตได้เร็วขึ้น และใช้ทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่ามากขึ้นจริงๆ ค่ะ จากที่ได้คลุกคลีมานาน ก็บอกเลยว่าโลกของคลาวด์ยังคงมีอะไรให้เราได้เรียนรู้และปรับตัวกันอีกเยอะเลย การที่เราเข้าใจถึงแนวโน้มและข้อควรพิจารณาต่างๆ จะช่วยให้เราสามารถตัดสินใจเลือกใช้คลาวด์ที่ “ใช่” สำหรับธุรกิจของเราได้ ไม่ว่าคุณจะเป็นเจ้าของ SME หรือองค์กรขนาดใหญ่ คลาวด์ก็พร้อมเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะพาคุณก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นใจค่ะ อย่าลืมติดตามข่าวสารและอัปเดตเทรนด์ใหม่ๆ อยู่เสมอนะคะ!

Advertisement

ข้อมูลน่ารู้ที่มีประโยชน์

1. การประเมินความต้องการของธุรกิจอย่างละเอียด

ก่อนที่เราจะกระโดดเข้าสู่โลกของคลาวด์แบบเต็มตัว สิ่งสำคัญที่สุดคือการนั่งคุยกับตัวเองและทีมงานให้ชัดเจนค่ะ ว่าธุรกิจของเรามีความต้องการอะไรบ้าง เช่น ข้อมูลที่เราจะนำขึ้นคลาวด์มีประเภทไหนบ้าง ปริมาณมากน้อยแค่ไหน ต้องการความปลอดภัยระดับใด หรือมีข้อกำหนดทางกฎหมายพิเศษที่ต้องปฏิบัติตามหรือไม่ การประเมินอย่างรอบคอบจะช่วยให้เราเลือกบริการคลาวด์ที่ตอบโจทย์และไม่สิ้นเปลืองงบประมาณโดยไม่จำเป็น เหมือนกับการเลือกซื้อบ้านเลยค่ะ เราต้องรู้ว่าสมาชิกในครอบครัวมีกี่คน ต้องการห้องนอนกี่ห้องถึงจะเลือกได้เหมาะสมที่สุดใช่ไหมคะ

2. ทำความเข้าใจค่าใช้จ่ายแฝงของบริการคลาวด์

อันนี้เป็นประสบการณ์ตรงเลยค่ะ! หลายคนมักจะมองแค่ราคาเริ่มต้นที่เห็นบนเว็บไซต์ แต่พอใช้งานไปสักพัก บิลค่าใช้จ่ายกลับพุ่งพรวดแบบไม่คาดฝัน โดยเฉพาะค่า “egress data” หรือค่าข้อมูลขาออกที่เราดึงกลับมาจากคลาวด์นี่แหละค่ะ ตัวดีเลยที่ทำให้ค่าใช้จ่ายบานปลาย เพราะฉะนั้นก่อนตัดสินใจ อย่าลืมอ่านรายละเอียดเรื่องราคาให้ถ้วนถี่ ทั้งค่าบริการหลัก ค่าบริการเสริมต่างๆ เช่น IP Address, Load Balancer หรือค่า Monitoring รวมถึงเงื่อนไขการคิดค่าใช้จ่ายอื่นๆ ด้วยนะคะ การทำความเข้าใจตรงนี้แต่เนิ่นๆ จะช่วยให้เราวางแผนงบประมาณได้อย่างแม่นยำและไม่เจอกับบิลช็อกค่ะ

3. ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและการปฏิบัติตามกฎหมาย

ข้อมูลของเราคือหัวใจของธุรกิจเลยนะคะ! การเลือกผู้ให้บริการคลาวด์ที่มีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่แข็งแกร่งเป็นสิ่งสำคัญมากค่ะ ลองดูว่าพวกเขามีมาตรฐานรับรองระดับสากลอะไรบ้าง มีนโยบายการกู้คืนข้อมูลกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินอย่างไร และที่สำคัญคือต้องมั่นใจว่าสอดคล้องกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ของไทยด้วย โดยเฉพาะถ้าข้อมูลสำคัญของเราถูกเก็บไว้ใน Data Center ภายในประเทศ จะช่วยให้เราสบายใจได้เยอะเลยค่ะ การลงทุนกับความปลอดภัยคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดในระยะยาว เพื่อปกป้องชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของธุรกิจเราค่ะ

4. พิจารณาผู้ให้บริการคลาวด์ท้องถิ่นเป็นทางเลือก

หลายครั้งที่เราอาจจะพุ่งเป้าไปที่ผู้ให้บริการคลาวด์ยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่างเดียว แต่จริงๆ แล้วผู้ให้บริการคลาวด์ในประเทศไทยเองก็มีจุดแข็งที่น่าสนใจไม่แพ้กันเลยนะคะ! พวกเขามักจะมีความเข้าใจในบริบทธุรกิจ สภาพตลาด และกฎระเบียบของไทยเป็นอย่างดี ทำให้สามารถนำเสนอโซลูชันที่ปรับแต่งมาเพื่อตอบโจทย์ธุรกิจในบ้านเราโดยเฉพาะ แถมยังมีการสนับสนุนลูกค้าที่เป็นคนไทย ทำให้การสื่อสารและแก้ไขปัญหาเวลาติดขัดทำได้ง่ายและรวดเร็วกว่า จากที่เคยคุยกับเพื่อนๆ หลายคนก็รู้สึกอุ่นใจกว่าค่ะ ที่มีคนไทยคอยให้คำแนะนำและช่วยเหลือได้อย่างเข้าอกเข้าใจ

5. เตรียมพร้อมสำหรับกลยุทธ์ Hybrid และ Multi-Cloud

ต่อไปนี้การใช้คลาวด์เพียงเจ้าเดียวอาจไม่ใช่เรื่องปกติแล้วนะคะ! ดิฉันเชื่อว่าอนาคตของคลาวด์จะก้าวไปสู่การใช้งานแบบผสมผสาน ทั้ง Hybrid Cloud ที่เป็นการรวม Private Cloud ของเราเข้ากับ Public Cloud และ Multi-Cloud ที่เป็นการใช้บริการจากผู้ให้บริการ Public Cloud หลายๆ เจ้าพร้อมกัน การวางแผนรองรับกลยุทธ์เหล่านี้ตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้ธุรกิจของเรามีความยืดหยุ่นสูงขึ้น ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาผู้ให้บริการรายเดียว และสามารถเลือกใช้บริการที่ดีที่สุดจากแต่ละเจ้ามารวมกันได้ เหมือนกับการมีแหล่งพลังงานสำรองหลายๆ แหล่ง ทำให้เรามั่นใจได้ว่าธุรกิจจะดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตามค่ะ

สรุปประเด็นสำคัญ

โลกของคลาวด์คอมพิวติ้งกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและน่าตื่นเต้นจริงๆ ค่ะ จากบทความทั้งหมดที่เราได้พูดคุยกันมา ดิฉันขอสรุปประเด็นสำคัญๆ ที่ทุกคนควรรู้และนำไปปรับใช้กับธุรกิจของตัวเองได้เลยนะคะ

ตลาดคลาวด์ในประเทศไทยเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ: ไม่ต้องสงสัยเลยค่ะว่าตลาดคลาวด์ในบ้านเรายังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ คาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยมีปัจจัยสำคัญมาจากการที่ภาครัฐให้การสนับสนุนภายใต้โครงการ “Thailand 4.0” การที่ผู้ให้บริการระดับโลกเข้ามาลงทุนตั้ง Data Center ในไทยเพิ่มขึ้น รวมถึงความต้องการของธุรกิจทุกขนาดที่เร่งทำ Digital Transformation เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน นี่แสดงให้เห็นว่าคลาวด์ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ขาดไม่ได้แล้วจริงๆ ค่ะ

การแข่งขันที่เข้มข้นของผู้ให้บริการทั้งในและต่างประเทศ: แม้ว่ายักษ์ใหญ่จากต่างชาติอย่าง AWS, Microsoft Azure และ Google Cloud Platform จะยังคงเป็นผู้นำตลาด แต่ผู้ให้บริการคลาวด์ท้องถิ่นในประเทศไทย เช่น INET, True IDC, AIS Cloud หรือแม้แต่ Alibaba Cloud ที่เข้ามาตั้งฐานในไทย ก็กำลังสร้างความแตกต่างและนำเสนอโซลูชันที่ตอบโจทย์ตลาดไทยได้เป็นอย่างดี จุดแข็งของคลาวด์ไทยคือความเข้าใจในบริบทธุรกิจ กฎหมาย และการสนับสนุนที่เป็นกันเอง ทำให้ผู้ใช้งานมีทางเลือกที่หลากหลายและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น การแข่งขันนี้เป็นผลดีกับเราผู้ใช้งานโดยตรงค่ะ

เทคโนโลยีแห่งอนาคตกำลังขับเคลื่อนตลาดคลาวด์: ดิฉันเชื่อว่าใครที่สนใจเรื่องคลาวด์ต้องไม่พลาดเทรนด์ที่กำลังมาแรงอย่าง AI/Machine Learning ที่ผสานรวมกับคลาวด์อย่างแยกไม่ออก, Edge Computing ที่ช่วยให้การประมวลผลข้อมูลอยู่ใกล้แหล่งกำเนิดมากขึ้นเพื่อลดความหน่วง, และ Serverless Computing ที่ปลดภาระการจัดการ Server ให้นักพัฒนาโฟกัสที่การสร้างสรรค์นวัตกรรมได้อย่างเต็มที่ เทคโนโลยีเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ แต่ยังเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้กับธุรกิจในการสร้างสรรค์บริการที่รวดเร็วและชาญฉลาดยิ่งขึ้นค่ะ

ความยั่งยืนและความมั่นคงทางดิจิทัลคือสิ่งที่เราต้องใส่ใจ: ในยุคที่ข้อมูลมีค่า ผู้ให้บริการคลาวด์หลายเจ้าเริ่มให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือ Carbon Footprint ของ Data Center ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีมากค่ะ นอกจากนี้ เรื่องของ Digital Sovereignty หรือการปกป้องข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลให้อยู่ภายใต้การควบคุมของประเทศเอง ก็เป็นสิ่งที่องค์กรต่างๆ เริ่มให้ความสำคัญมากขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลสำคัญจะปลอดภัยและเป็นไปตามกฎหมายภายในประเทศค่ะ

การเลือกใช้คลาวด์ต้องวางแผนอย่างรอบคอบและชาญฉลาด: ท้ายที่สุดแล้ว การตัดสินใจเลือกใช้บริการคลาวด์ที่เหมาะสมนั้น ต้องเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจความต้องการของธุรกิจอย่างลึกซึ้ง พิจารณางบประมาณที่มีอย่างถ่องแท้ ไม่หลงไปกับค่าใช้จ่ายแฝง และตรวจสอบมาตรการรักษาความปลอดภัย รวมถึงการสนับสนุนหลังการขายให้ดีค่ะ การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะคลาวด์ที่ดีจะช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างก้าวกระโดดและมั่นคงในระยะยาวค่ะ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖

ถาม: ตอนนี้ผู้ให้บริการคลาวด์รายไหนบ้างคะที่กำลังครองตลาดในประเทศไทย และมีจุดเด่นอะไรที่ทำให้พวกเขาได้รับความนิยม?

ตอบ: โอ้โห คำถามนี้เรียกได้ว่าเป็นหัวใจสำคัญเลยค่ะ! เท่าที่ดิฉันได้สัมผัสและเก็บข้อมูลมาอย่างต่อเนื่องเนี่ย ต้องบอกเลยว่าผู้ให้บริการคลาวด์ยักษ์ใหญ่ระดับโลกยังคงเป็นตัวเต็งที่แข็งแกร่งในบ้านเราอยู่ค่ะ ไม่ว่าจะเป็น AWS (Amazon Web Services), Microsoft Azure และ Google Cloud Platform (GCP) สามค่ายนี้เขามีส่วนแบ่งการตลาดที่โดดเด่นมาก ๆ เลยนะคะ ด้วยความที่เขามีบริการที่หลากหลายและครอบคลุมทุกความต้องการ ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน (IaaS) ไปจนถึงแพลตฟอร์ม (PaaS) และซอฟต์แวร์ (SaaS) แถมยังลงทุนสร้าง Data Center ในภูมิภาค ทำให้ Latency ต่ำลง การเข้าถึงข้อมูลก็รวดเร็วขึ้นเยอะเลยค่ะส่วนเรื่องจุดเด่นที่ทำให้พวกเขากินขาดเนี่ย ดิฉันมองว่าหลัก ๆ เลยคือเรื่องของ นวัตกรรมที่มาไม่หยุดหย่อน ค่ะ ไม่ว่าจะเป็น AI, Machine Learning, Big Data หรือ IoT คือเขามีบริการรองรับแทบจะทั้งหมด ทำให้ธุรกิจไม่ว่าจะขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ ก็สามารถนำไปปรับใช้เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันได้ นอกจากนี้ ความเสถียรและความปลอดภัย ก็เป็นอีกเรื่องที่องค์กรให้ความสำคัญมาก ๆ ซึ่งค่ายใหญ่เหล่านี้ก็มีมาตรฐานระดับโลกและมี Compliance ที่เข้มงวด ทำให้ผู้ใช้งานมั่นใจได้เลยว่าข้อมูลจะปลอดภัยหายห่วง แถมยังมี เครือข่ายพาร์ทเนอร์และ Ecosystem ที่แข็งแกร่ง มาก ๆ ทำให้มีผู้เชี่ยวชาญคอยสนับสนุนอยู่ทั่วทุกมุมโลก นี่แหละค่ะคือเหตุผลที่ทำให้พวกเขาเป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ ของหลาย ๆ องค์กรในไทย

ถาม: ธุรกิจในไทยส่วนใหญ่เขาให้ความสำคัญกับปัจจัยอะไรบ้างเวลาจะเลือกใช้บริการคลาวด์ และมีประโยชน์อะไรที่เห็นได้ชัดบ้างคะจากการใช้งานคลาวด์?

ตอบ: จากที่ดิฉันคลุกคลีอยู่ในวงการนี้มาพักใหญ่ ได้คุยกับผู้ประกอบการและนักพัฒนาหลาย ๆ ท่านเนี่ย ดิฉันสังเกตได้เลยว่าปัจจัยสำคัญที่ธุรกิจในไทยให้ความสนใจเวลาเลือกใช้คลาวด์นั้นไม่ได้มีแค่เรื่องราคาอย่างเดียวอีกต่อไปแล้วค่ะ อันดับแรกเลยคือเรื่องของ ความปลอดภัยของข้อมูล (Data Security) ค่ะ โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องจัดการกับข้อมูลลูกค้าจำนวนมากอย่างสถาบันการเงิน หรือโรงพยาบาลเนี่ย เขาต้องการความมั่นใจสูงสุดว่าข้อมูลจะไม่รั่วไหลและเป็นไปตามข้อกำหนดทางกฎหมายในไทย รองลงมาคือเรื่องของ ประสิทธิภาพและความเสถียร (Performance & Reliability) เพราะถ้าคลาวด์ล่มหรือทำงานช้า ธุรกิจก็เสียหายทันทีจริงไหมคะ?
นอกจากนี้ ความยืดหยุ่นในการปรับขนาด (Scalability) ก็สำคัญมาก ๆ ค่ะ เพราะธุรกิจมีการเติบโตตลอดเวลา บางช่วงอาจจะต้องการใช้ทรัพยากรเยอะ บางช่วงก็น้อย ถ้าคลาวด์สามารถปรับเพิ่มลดได้ตามความต้องการก็จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก และอีกเรื่องที่มองข้ามไม่ได้เลยคือ บริการสนับสนุนลูกค้า (Customer Support) ที่เป็นภาษาไทยและเข้าใจบริบทของธุรกิจในประเทศเราค่ะ บางทีมีปัญหาต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน การได้คุยกับคนไทยที่เข้าใจก็จะช่วยแก้ปัญหาได้เร็วขึ้นเยอะเลยนะคะส่วนประโยชน์ที่เห็นได้ชัดจากการใช้คลาวด์นั้นมีมากมายจริง ๆ ค่ะ ที่ดิฉันรู้สึกได้เลยคือช่วย ลดภาระด้านการลงทุนฮาร์ดแวร์และโครงสร้างพื้นฐาน ลงไปได้มหาศาลเลยค่ะ ธุรกิจไม่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในการซื้อเซิร์ฟเวอร์ หรือจ้างคนมาดูแลระบบเอง แถมยังช่วยให้ ธุรกิจมีความคล่องตัวและรวดเร็ว มากขึ้น สามารถเปิดตัวบริการใหม่ ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดได้ดีเยี่ยม และที่สำคัญคือช่วยให้ ทีมงานสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็เข้าถึงข้อมูลและเครื่องมือต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้นค่ะ เรียกว่าเปลี่ยนวิธีการทำงานให้ยืดหยุ่นกว่าเดิมเยอะเลย!

ถาม: อนาคตของตลาดคลาวด์ในประเทศไทยจะเป็นไปในทิศทางไหนคะ มีเทรนด์อะไรที่เราควรจับตาเป็นพิเศษบ้างไหม?

ตอบ: อนาคตของคลาวด์ในไทยนี่น่าตื่นเต้นมาก ๆ เลยค่ะ! จากที่ดิฉันได้เห็นการเปลี่ยนแปลงมาตลอด ดิฉันเชื่อว่าเทรนด์สำคัญที่เราควรจับตาเป็นพิเศษคือ Hybrid Cloud และ Multi-Cloud ค่ะ ธุรกิจต่าง ๆ เริ่มตระหนักแล้วว่าการพึ่งพาคลาวด์เจ้าเดียวอาจจะไม่ตอบโจทย์ทั้งหมด การผสมผสานระหว่าง On-Premise (ระบบของตัวเอง) กับ Public Cloud หรือการใช้ Public Cloud หลาย ๆ เจ้า จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น ลดความเสี่ยง และยังช่วยให้สามารถจัดการข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อนได้อย่างเหมาะสมค่ะ คือมันเหมือนกับเรามีตัวเลือกเยอะขึ้น ทำให้บริหารจัดการได้คล่องตัวกว่าเดิมเยอะเลยค่ะอีกเทรนด์ที่มาแรงและจะสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ คือ Edge Computing ค่ะ ด้วยความที่อุปกรณ์ IoT ต่าง ๆ มีมากขึ้นเรื่อย ๆ การประมวลผลข้อมูลให้ใกล้แหล่งกำเนิดข้อมูลมากที่สุดจะช่วยลด Latency และประหยัด Bandwidth ได้มาก ซึ่งจะส่งผลดีต่อแอปพลิเคชันที่ต้องการความรวดเร็วสูง เช่น รถยนต์ไร้คนขับ หรือโรงงานอัจฉริยะค่ะและแน่นอนว่า AI และ Machine Learning ในคลาวด์ จะยังคงเติบโตอย่างก้าวกระโดดค่ะ ผู้ให้บริการคลาวด์จะแข่งขันกันพัฒนาระบบ AI ที่ใช้งานง่ายขึ้น เข้าถึงได้ง่ายขึ้น เพื่อให้ธุรกิจต่าง ๆ สามารถนำ AI ไปใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ปรับปรุงกระบวนการทำงาน หรือสร้างสรรค์บริการใหม่ ๆ ได้โดยไม่จำเป็นต้องมีความเชี่ยวชาญด้าน AI อย่างลึกซึ้งค่ะสุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด ดิฉันมองว่าเรื่องของ ความยั่งยืน (Sustainability) จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในอนาคตค่ะ ธุรกิจจะเริ่มมองหาผู้ให้บริการคลาวด์ที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ใช้พลังงานหมุนเวียน หรือมีแนวทางในการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ เพราะเรื่องสิ่งแวดล้อมมันเป็นเรื่องใกล้ตัวเราทุกคนจริง ๆ ค่ะ การเลือกใช้คลาวด์ที่ใส่ใจเรื่องนี้ก็ถือเป็นอีกหนึ่งแต้มบวกที่น่าสนใจมาก ๆ เลยค่ะ

📚 อ้างอิง

Advertisement